Hamamoto House
เครื่องสำอาง DHC
พิชิตยอดภูเขาไฟฟูจิ โดย คะโมขุ
หลายคนคงรู้จักกันไม่มากก็น้อยเกี่ยวกับภูเขาไฟฟูจินะครับ แต่สำหรับผมแล้วก่อนมาเรียนที่ญี่ปุ่นก็พอรู้จักอยู่บ้าง ประมาณว่าเป็นชื่อเดียวกับร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยที่แวะไปกินบ่อยแค่นั้นเอง *_* ก่อนที่เราจะไปเล่าเรื่องการปีนภูเขาไฟฟูจิ เรามาทำความรู้จักภูเขาไฟฟูจิหรือฟูจิซัง ที่คนญี่ปุ่นเค้าเรียกกันซะหน่อยดีกว่า ภูเขาไฟฟูจิเป็นสัญญาลักษณ์ที่สำคัญของประเทศญี่ปุ่น เป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ !! (เค้าว่ากันว่าหากภูเขาไฟฟูจิกลับมาระเบิดอีกครั้ง เมืองโตเกียวทั้งเมืองคงถูกทำลายหมด) และยังเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น คือสูงถึง 3,376 เมตรจากน้ำทะเล ตัวภูเขาทอดยาวครอบคลุมระหว่างสองจังหวัดใหญ่ๆ คือ ยามานาชิ(山梨) และ ชิซึโอกะ (静岡) ใครที่ไปญี่ปุ่นก็อยากจะไปดู สัมผัส ถ่ายรูปความงามของมัน น้อยคนนะครับที่โชคดีได้เห็นยอดเขาเพราะปกติจะถูกปกคลุมด้วยหมอก สำหรับผมแล้วภูเขาไฟฟูจิคือความท้าทาย ที่อยากจะพิชิตยอดเขาแห่งนี้ให้ได้ มากกว่าการมองแต่ความสวยงามของมันจากด้านล่าง
โดยปกติแล้วการปีนภูเขาไฟจะถูกจำกัดช่วงเวลา เพราะภูมิอากาศของภูเขาไฟฟูจิช่วงเวลาอื่นเลวร้ายมากครับ ดังนั้นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการปีนคือต้นเดือนกรกฏาคมถึงปลายสิงหาคม ภูเขาไฟฟูจิมีทั้งหมดสิบชั้น จริงๆ แล้วเราไม่ได้เริ่มปีนกันตั้งแต่ชั้นหนึ่ง (โหดเกินไป) นักปีนเขาจะมารวมตัวกันโดยเริ่มจากชั้นที่ 5 ที่ความสูงประมาณ 1,400 - 2,500 เมตร สำหรับพวกผมแล้วเป็นการปีนครั้งแรกเลยเลือกปีนจากความสูง 2,300 เมตร เหลือระยะทางที่ต้องปีนอีก 1,076 เมตร @_@ พวกผมเลือกที่จะออกเดินทางจากชั้น 5 ตอนกลางคืน ให้ไปถึงยอดเขาประมาณหกโมงเช้าเพื่อทันดูพระอาทิตย์ขึ้น หรือมีบางกลุ่มเลือกเดินทางในช่วงบ่ายให้ไปถึงยอดเขาตอนดึกเพื่อนอนพักบนยอดเขา ตื่นเช้ามาดูพระอาทิตย์ขึ้นวันถัดมา ถ้าเลือกแบบแรก ต้องฟิตร่างกายจริงๆ เพราะจะไม่ได้นอนหนึ่งคืน ถึงตอนเช้าดูพระอาทิตย์ขึ้นเสร็จ เดินลงตอนสายทันที สาหัสทีเดียว หึหึ
ก็มีเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ที่อยากเล่าให้ฟังจากประสบการณ์ตรง เรื่องแรกคือเรื่องการกิน ระหว่างทางเดินเราก็ต้องพกเสบียง โดยแบ่งกินทีละเล็กละน้อยตลอดทาง เพื่อให้ร่างกายมีแรงเดินตลอดคืน ผมว่าเสบียงที่ดีก็มีช็อคโกแลต ข้าวปั้น ที่เห็นว่ากินแล้วอิ่มท้องจริงๆ อ้อ! จริงๆ แล้วข้างบนยอดเขาก็มีอาหารขายนะครับ แต่ราคาแพงขึ้นตามความสูงของภูเขา!! เช่น คัพราเมงปกติร้อยเยน ที่ชั้นเจ็ดเค้าขายเป็นพันเยน ตลอดทางระหว่างชั้นก็จะมีที่พักและของที่ระลึก ที่เห็นว่าขายดีจริงๆ ก็คือการประทับตราที่ไม้ปีนเขา ตราละสองร้อยเยน เหมือนเป็นของที่ระลึกว่าเราผ่านมาแล้วกี่ชั้นถึงกับต่อแถวเพื่อประทับตรากันเลย ส่วนเรื่องสภาพอากาศ ใครจะเชื่อครับว่าช่วงเดือนกรกฎาคม เป็นช่วงหน้าร้อนของญี่ปุ่นที่ร้อนไม่แพ้ประเทศไทยเลยก็ว่าได้ แต่พอเราขึ้นไปที่ภูเขาไฟฟูจิ กลับต้องใส่เสื้อกันหนาว เพราะอากาศบนยอดเขาหนาวมาก จนแทบไม่อยากเชื่อว่าข้างล่างเป็นหน้าร้อน การปีนเขา ย้ำเลยครับต้องใช้คำว่าปีนจริงๆ เพราะทั้งชันและทางเดินก็เป็นกรวดทราย ยิ่งชั้นสูงขี้นไปทางเดินก็ยิ่งลำบาก จนบางทีต้องเดินบ้าง คลานบ้าง ส่วนรองเท้าที่ใส่ขี้นไปเตรียมใจซื้อใหม่ได้เลย แต่ก็ไม่เสมอไปนะครับ รองเท้าเมดอินไทยแลนด์นี่แหละทนสุดๆ เพื่อนคนไทยหลายคนเอาไปปีน ยังเอากลับมาซักใหม่ก็ไม่พังแฮะ แถมสภาพยังดีอยู่ ที่เล่ามาเหมือนจะมีแต่เรื่องความลำบาก ความประทับใจ เรื่องดีๆ ก็มีนะครับ
แล้วความพยายามของพวกเราก็สำเร็จไปได้ทันดูพระอาทิตย์ขึ้น พ่อครับผมทำได้แล้ว!! (ความรู้สึกประมาณนั้นจริงๆ เลย) ตอนนั้นผมลืมความเหนื่อยไปหมดเลย มันช่างสวยเหลือเกิน เห็นดวงอาทิตย์ค่อยๆ ขึ้นจากเส้นขอบฟ้าอย่างชัดเจน เรียกได้ว่าเป็นลูกกลมๆ เลย ปกติการดูพระอาทิตย์ขึ้นเราอาจต้องเสื่ียงดวงว่าจะมองเห็นไหมเพราะเมฆบัง แต่นี่ไม่เลยครับ เห็นกันจะๆ เพราะเราอยู่เหนือเมฆ มองลงไปก็เห็นแต่ปุยเมฆเหมือนทะเลหมอก พอดวงอาทิตย์ขึ้นเท่านั้นแหละเสียงปรบมือดีใจของเราๆ นักปีนเขาทั้งหลายก็ดังไปทั่ว ผมว่าทุกคนคิดเหมือนผมว่าควรต่อค่าต่อความเหน็ดเหนื่อยที่พยายามมาตลอดคืน บรรยากาศบนยอดเขาสนุกสนานมาก มีแต่เสียงหัวเราะ ส่วนใหญ่จะมากับเพื่อนกลุ่มใหญ่ๆ หรือเราจะคุยกับคนอื่นๆ ที่เราเพิ่งเจอก็ได้นะครับ คนญี่ปุ่นเค้าใจดีเป็นมิตรมาก เหมือนคนไทยนี่แหละ เดินต่ออีกนิดหน่อยเราก็ถึงยอดภูเขา ภูเขาไฟฟูจิจัดได้ว่ามีชื่อเสียงด้านการพิชิตยอดเขามาก ไม่ว่าจุดประสงค์อะไรก็ตาม เช่น มากับแฟนเพื่อพิสูจน์รัก (คงเหมือนภูกระดึงบ้านเรา) หรือแม้แต่มาแก้บน ^0^// คนแน่นจริงๆ บนยอดเขาก็มีขายของที่ระลึกมากมาย ศาลเจ้า เครื่องรางต่างๆ นอกจากนี้เราสามารถส่งโปสการ์ดกลับไปบอกเพื่อนๆ หรือครอบครัวว่าเราพิชิตยอดเขาแ้ล้วนะ เพื่อนๆ คนใดสนใจชอบความท้าทาย ผมว่าภูเขาไฟฟูจิเป็นที่ที่เหมาะสมและค้มค่าแก่การไปมาก ว่าแต่ก่อนไปควรฟิตร่างกายให้พร้อมมากๆ เรื่องอายุไม่สำคัญเลย ผมเห็นคนแก่ประมาณห้าสิบไปกับครอบครัว ของอย่างนี้มันอยู่ที่ใจมากกว่าจะเข้มแข็งได้เท่าไหร่
อ่อ.... ตอนกลับอย่าลืมเหลือแรงไว้เดินลงจากยอดด้วยนะครับ ระยะทางเท่าเดิมแต่แรงเหลือไม่เท่าเดิม @_@ ยังไงเอาใจช่วยสำหรับใครที่อยากมาลองความแปลกใหม่อีกมุมของภูเขาไฟฟูจิ ใครอยากไปไม่มีเพื่อนก็ลองมาคุยกันได้ เผื่อเราจะได้เพื่อนร่วมเดินทางแบบลุยๆ อีกคน Fightto!!
ข้อมูลจาก : เครื่องสำอาง DHC www.dhc.co.th
งานฝีมือ ♥ Handmade สไตล์ญี่ปุ่น
w w w . h a m a m o t o - h o u s e . c o m